Wednesday, January 7, 2009

ThaiBestWell.com คนยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ

อาหาร สุขภาพ, อาหาร เพื่อ สุขภาพ, การ ดูแล สุขภาพ, อาหาร สมุนไพร, การ ออกกำลัง กาย, การ ลด น้ำหนัก, สูตร อาหาร ลด น้ำหนัก, ลด ความ อ้วน, เคล็ดลับเพื่อสุขภาพ, เคล็ดลับความงาม

Archive for October, 2008

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ประกอบเข้าด้วยกัน แล้วนำไปสู่ความดูดีของคนคนหนึ่งใกล้จะปีใหม่เต็มที อยากให้ทุกคนได้มีแนวทางเริ่มต้นสิ่งที่ดีๆ เพื่อความสุขและความสมบูรณ์ในชีวิต เรียกอย่างผิวเผินก็ต้องบอกว่า สิ่งที่จะแนะนำต่อไปนี้ จะนำความดูดีมาสู่ตัวคุณ

1.ความคิด

เป็นรากฐานสำคัญของความเป็นคนคนหนึ่ง บุคลิกภาพงอกงามออกมาจากความคิดค่ะ เช่น คิดว่าจะอยู่แบบพอเพียงเรียบง่าย เขาก็จะแสดงออกผ่านการแต่งกาย การซื้อข้าวซื้อของ เครื่องประดับ บ้านช่องห้องหับ และวิถีชีวิตแบบพอเพียง แต่ถ้าคิดอยากเด่นอยากดัง ก็จะต้องแต่งเนื้อแต่งตัวอีกแบบหนึ่ง พาตัวเองไปอยู่ในวงสังคมอีกแบบหนึ่ง ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต้องชัดเจนในตัวเองเสียก่อน ว่าเรามีความคิดแบบใด คำแนะนำของดิฉันก็คือ “นกน้อยทำรังแต่พอตัว” จึงต้องมองเห็นตัวเองแล้วกำหนดความคิดว่า เราควรจะมีชีวิตและดำเนินชีวิตแบบใด

2.เสื้อผ้า

ก่อนที่เสื้อผ้าจะช่วยเสริมความดูดี คนคนนั้นต้องมีรูปร่างที่ดีเสียก่อน ดังนั้นต้องดูแลรูปร่างให้กระชับ สมส่วน จากนั้นจึงหาเสื้อผ้าที่ส่งเสริมรูปร่างและผิวพรรณมาสวมใส่ ช่วยให้ดูสดใส สวยงามสมวัย แม้รูปร่างไม่เพอร์เฟกต์ แต่เสื้อผ้าก็ช่วยลดจุดด้อยในตัวได้ เช่น ปิดบังสะโพกที่ใหญ่เกินไป แก้ไขเรื่องเอวที่ไม่มี ก้นที่แบน ขาที่ใหญ่ แขนที่อวบ คอที่สั้นหรือยาว ฯลฯ โดยเลือกแบบและลวดลายที่เหมาะสม คือไม่เน้นส่วนด้อย ให้ยิ่งโดดเด่น เช่น ไม่สวมกางเกงหรือกระโปรงรัดรูปจนบั้นท้ายมหึมายิ่งตำตาผู้คน ไม่สวมกางเกงหรือกระโปรงสั้น จนขาติดมันของคุณเป็นที่หัวเราะ

3.ทรงผม

เลือกทรงผมที่ส่งเสริมความโดดเด่นของใบหน้า และแก้ปัญหาส่วนด้อยไปด้วย เช่น หน้าผากกว้าง กรามใหญ่ ตาเล็ก คางสั้น ฯลฯ ขณะเดียวกันทรงผมก็ควรทันสมัย เสริมบุคลิกให้โดดเด่น น่ามอง และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

4.เครื่องประดับ

อย่าให้รกรุงรัง จนดูเหมือนหุ่นตั้งเครื่องประดับในร้าน เลือกเครื่องประดับที่ทันสมัย แบบจะหวือหวาหรือเรียบง่ายก็ดูจากชุดที่สวมใส่ สถานที่ และงานที่เรากำลังจะไป

5.กระเป๋า

รวมหมดทั้งกระเป๋าถือ กระเป๋าหนีบ กระเป๋าหิ้ว กระเป๋าสะพาย และเป้ ทุกชนิดที่ว่านี้ช่วยให้ดูดีก็ได้ ช่วยให้ดูแย่ก็ได้ หลักคิดง่ายๆ ในการเลือกกระเป๋าก็คือ กะทัดรัด ไม่พะรุงพะรัง ง่ายต่อการถือและดูแล ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว และกลมกลืนกับเสื้อผ้าที่สวมใส่

6.รองเท้า

เลือกรองเท้าที่เมื่อสวมใส่แล้ว ส่งเสริมให้รูปร่างดูสูงโปร่งขึ้น เข้ากับชุดที่ใส่ และเคลื่อนไหวได้สะดวก สวยงามสุภาพ เหมาะกับกาลเทศะ

7.รอยยิ้ม

เป็นเสน่ห์ที่ไม่ต้องลงทุนซื้อหา ใครที่มีรอยยิ้มประดับใบหน้า บ่งบอกว่ามีความเป็นมิตร เป็นคนอารมณ์แจ่มใส ผิดกับคนหน้าตาบูดบึ้งหรือเฉยชา ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะไม่ชวนให้รู้สึกวางใจหรือประทับใจ จึงไม่อยากคบค้าหรือติดต่อประสานงานด้วย

8.คำพูด

พูดจาด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร เต็มใจพูด แจ่มใส จะทำให้คนที่เราพูดด้วยรู้สึกดี และสะท้อนความดูดีของตัวเราเอง ทุกครั้งที่พูดจงเต็มใจพูด พูดให้ไพเราะ สุภาพ น่าฟัง มีสาระ ใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย และให้เกียรติแก่ผู้ฟังด้วย

9.จิตใจ

จิตใจที่ดีจะเป็นความดูดีที่ถาวรและเป็นเสน่ห์ที่ยั่งยืนมาก เราทุกคนอยากรู้จักคบหากับคนที่จิตใจดี จิตใจที่ดีต้องมองโลกในแง่ดี มองคนในแง่ดี และมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิต มีความหวัง รู้จักให้ รู้จักแบ่งปัน มีคุณธรรมนำทาง ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร ไม่ให้ร้าย และไม่คิดร้ายกับใครทั้งสิ้น

10.นิสัยส่วนตัว

ต้องไม่จู้จี้จุกจิก ไม่ขี้บ่น ไม่ขี้เหนียว ไม่ดุ ไม่พูดจาหยาบคาย ไม่อิจฉาริษยา ฯลฯ คนเราทุกคนรู้ดีว่าอะไรคืออุปนิสัยที่ดี อะไรเป็นนิสัยแย่ๆ ฉะนั้นเลือกที่จะรักษานิสัยดีๆ เอาไว้ แล้วแก้ไขนิสัยที่แย่ออกไป

11.มนุษยสัมพันธ์

คุณจะดูดีอยู่คนเดียวไปทำไม คนเราควรจะดูดีอยู่เสมอน่ะใช่ แต่วาระที่ควรจะดูดีที่สุดคือเวลาที่อยู่ท่ามกลางผู้คน แต่งตัวสวย แต่งกายเหมาะสม เสื้อผ้า หน้า ผม เลิศมาก แต่นิสัยแย่ ก็ไม่มีใครนิยมชมชอบหรอกค่ะ ฉะนั้น ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี คือรู้จักเจรจาพาที มีใจเปิดกว้าง รับฟังคนอื่น และมีความเป็นเพื่อนที่พร้อมจะมอบให้แก่ทุกๆ คนได้

12.แผนงาน

แผนงานช่วยให้คุณดูดีได้อย่างไร ดูดีเพราะคุณมีความพร้อมและตื่นตัวอยู่เสมอไงล่ะ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม คุณมักจะมีระบบระเบียบและเตรียมงานได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทำให้งานเดินเร็ว มีการกระจายงานอย่างเป็นระบบและทั่วถึง ไม่ตกหนักอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง หรือหากเป็นงานที่คุณรับทำ คุณก็จะมีขั้นมีตอนของการลงมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

13.สุขภาพ

สุขภาพเป็นรากฐานของความดูดี เพราะสุขภาพที่ดีช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ความคิดโลดแล่น และมีกำลังที่จะทำการทำงานให้เต็มประสิทธิภาพได้ ผิวพรรณก็สดใสเปล่งปลั่ง อารมณ์ก็แจ่มใส สุขภาพที่ดีช่วยให้ทั้งรูปกายภายนอกและอารมณ์กับความคิดข้างใน แสดงศักยภาพได้อย่างเต็มเปี่ยม

14.บุญ

ทำบุญให้เยอะๆ แล้วจะดูดีขึ้น บางคนเชื่ออย่างนั้น ที่จริงบุญเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ได้ทำ ทำแล้วอิ่มเอิบหัวใจ ไม่ใช่จะมาคิดคำนวณกันเป็นระบบบัญชีหรอกค่ะ คนที่ทำบุญบ่อยๆ เขาจะค้นพบเองว่าความสุขที่เกิดจากการให้ การทำ หรือการสละนั้น สุขยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ช่วยให้ใจของเขาปีติ ไม่ห่วงกังวลเพราะไม่ยึดติดกับสิ่งของสมบัติ คนเรานี้ พอใจสบาย ร่างกายก็ผ่องใสตามไปด้วย และบุญคือการทำความดี ทำแล้วก็มีคนยกย่อง ดังนั้น ทำบุญกันให้มากๆ ขึ้นนะคะ

15.กรรม

ทำบุญแล้วก็ยังไม่พอ ขอให้ลดการทำกรรมด้วย ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม มโนกรรม หรือวจีกรรม ล้วนแต่จะนำความเดือดเนื้อร้อนใจมาให้ทั้งสิ้น ฉะนั้น ขอให้คิดดีทำดี คิดดีๆ ก่อนพูด แล้วพูดออกไปดีๆ คิดดีๆ ก่อนทำ แล้วทำแต่สิ่งที่ดี ที่จะยังประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นและตัวเราเอง ประโยชน์ผู้อื่นมาก่อน ประโยชน์ตัวเองตามมา เขาจะถือว่าเป็นคนเสียสละ โลกจะยกย่องสรรเสริญ

ทั้ง 15 ประการที่แนะนำมานี้ จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ เป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นเรื่องที่เหมาะควรแก่การพิจารณา นำมาประพฤติปฏิบัติ ใครปฏิบัติได้ จะมีความสุขใจ และความสำเร็จมากมายจะเดินทางมาหา

ที่จะเห็นผลชัดๆ ก็คือ ความดูดีที่จะปรากฏ และคนรอบข้างจะเอ่ยปากทักคุณในความดูดีที่เพิ่มเติมขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์นี้!!

กินยาก่อนอาหาร-หลังอาหาร สำคัญไฉน

กินยาก่อนอาหาร-หลังอาหาร สำคัญไฉน

การที่จะทราบว่าการกินยาก่อนอาหาร หรือหลังอาหารสำคัญอย่างไรนั้นเราต้องทราบก่อนว่า ขั้นตอนที่ยาจะไปออกฤทธิ์นั้นเป็นอย่างไร เวลาเรากินยาเข้าไป

ถ้าเป็นยาเม็ดหรือแคปซูล ยานั้นจะแตกออกเป็นส่วนเล็ก ๆ ก่อน แล้วละลายในน้ำ ซึ่งอยู่ในกระเพาะและทางเดินอาหาร หลังจากนั้นก็จะถูกดูดซึมเข้าผนังทางเดินอาหาร เข้าสู่กระแสเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายต่อไป

แต่ถ้าเป็นยาน้ำ ขบวนการนี้ ก็จะเร็วขึ้น ยาจะออกฤทธิ์เมื่อได้เข้าไปอยู่ในกระแสเลือดแล้ว และต้องมีปริมาณสูงพอด้วย อาหารบางอย่างมีผลต่อการดูดซึมของยา ยาบางตัวก็มีผลต่อกระเพาะอาหาร เช่น ทำให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้น การกินยาก่อนหรือหลังอาหาร จึงมีความสำคัญขึ้นกับว่าต้องการผลการของยาในแง่ใด ปกติเมื่อกระเพาะมีอาหารอยู่เต็ม ยาจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้น้อยกว่า และใช้เวลามากกว่าเมื่อกระเพาะว่าง

จากที่กล่าวมาแล้ว ถ้าเรากินยาก่อนอาหารทันที, หลังอาหารทันที หรือกินยาพร้อมอาหาร จะมีความหมายแทบจะไม่แตกต่างกัน ซึ่งถือว่ากินยาในห้วงเวลาที่กระเพาะอาหารไม่ว่างเหมือนกัน ดังนั้นเราจะกำหนดเวลาไปด้วยว่ากินก่อนอาหารหรือหลังอาหารนานเท่าใด จึงจะได้ผลตามที่ต้องการ

จะขอแบ่งวิธีการกินยา ประกอบเหตุผล พอเป็นสังเขปดังนี้

กินก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง

เพราะเราต้องการให้ได้รับยาขณะที่ท้องว่าง เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีที่สุด ยาพวกที่ต้องกินแบบนี้ได้แก่ เพนนิซิลลิน, แอมพิซิลิน, ไรแฟมพิซิล เป็นต้น บางทีเราก็ต้องการให้ยาออกฤทธิ์ก่อนอาหารตกถึงกระเพาะ (จะกินก่อนอาหารนานเท่าใดขึ้นกับเวลาตั้งแต่เริ่มกินจนถึงเวลาที่ยาออกฤทธิ์ ซึ่งยาแต่ละตัวจะแตกต่างกันบ้าง) เช่น ยาที่ลดการเกร็ง หรือบีบตัวของกระเพาะและทางเดินอาหารคนที่เป็นโรคกระเพาะนั้นมักจะปวดท้อง

เมื่ออาหารตกไปถึงกระเพาะ เพราะอาหารเป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะลำไส้บีบตัวมากขึ้น จึงต้องให้ยาออกฤทธิ์ ลดการบีบตัวของกระเพาะลำไส้ โดยกินยาก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ยาออกฤทธิ์พอดีเวลาอาหาร ซึ่งจะบรรเทาอาการปวดท้องได้ ยังมียาที่กระตุ้นให้เกิดการอยากอาหาร ก็ต้องกินก่อนอาหารประมาณ 1/2 ชั่วโมง พอยาออกฤทธิ์ จะกินอาหารได้มากขึ้น

กินหลังอาหารทันที = กินก่อนอาหารทันที = กินพร้อมอาหารยาบางตัวหากกินตอนท้องว่างจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารมาก ทำให้คลื่นไส้อาเจียน แต่ถ้ากินพร้อมอาหารจะช่วยลดการระคายเคืองได้ ยาพวกนี้ได้แก่ ยาแก้ปวดชนิดต่าง ๆ เช่น แอสไพริน, ยาแก้ปวดข้อ เช่น เพนนิลบิวทาโซน, ไอบูโปรเฟน, อินโดเมดทาซิน เป็นต้น นอกจากกินพร้อมอาหารแล้วยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น แอสไพริน การกินน้ำตามมาก ๆ เพื่อไปเจือจาง หรือลดความเป็นกรดให้น้อยลง ก็ช่วยลดการระคายเคืองได้

กินยาหลังอาหาร 1 ชั่วโมง

ยาบางชนิดจะออกฤทธิ์นาน เมื่อกินหลังอาหาร เช่น ยาลดกรดซึ่งมีผู้ทดลองได้ผลว่า ถ้าให้ยาในขณะที่ท้องว่าง ยาจะออกฤทธิ์นานประมาณ 30 นาที แต่ถ้าให้ยาหลังอาหาร 1 ชั่วโมง ยาจะออกฤทธิ์นาน 4 ชั่วโมง ดังนั้นจึงกำหนดให้กินหลังอาหาร 1 ชั่วโมง

ไหน ๆ ก็พูดถึงยาก่อนอาหาร, หลังอาหาร, พร้อมอาหารมาแล้ว ขอพูดถึงยากินก่อนนอนสักเล็กน้อย ยาบางชนิดกินแล้วทำให้ง่วงมึนงง เช่น ยาคลายกังวล, ยาแก้แพ้ซึ่งเป็นส่วนผสมของยาแก้หวัด ลดน้ำมูก จึงควรกินก่อนนอน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ปลอดภัยในขณะทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือขับรถในเวลากลางวันแล้ว ยังทำให้หลับได้อย่างสบายในเวลากลางคืนอีกด้วย

จึงขอสรุปได้ว่า จะกินยาก่อนอาหาร หรือหลังอาหารขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการให้ยานั้น ๆ ออกฤทธิ์ให้ได้ผลมากที่สุด มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ส่วนจะก่อน - หลังนานเท่าใดนั้น ขึ้นกับเวลาตั้งแต่เริ่มกินยาจนถึงเวลาที่ยาถูกดูดซึมเข้าผนังทางเดินอาหารหมด หรืออาจเลยไปถึงเวลาที่ยาออกฤทธิ์แล้วแต่ว่าเราต้องการผลอันไหน

คงจะเห็นแล้วว่า เวลากินยาก่อนหรือหลังอาหารมีความสำคัญเพียงใด ดังนั้นเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด ผู้ป่วยควรกินยาตามเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ผลดีก็จะตกอยู่กับตัวของผู้ป่วยเอง

 

 

ที่มา: สนุกดอทคอม

Marie Claire - คนบางคนใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตกว่าจะค้นเจอว่างานแบบไหนที่ตนเองชอบและใช่ ก็เลยมีแบบสำรวจบุคลิกนิสัยใจคอมาให้ลองตรวจสอบดูว่าคนแบบคุณน่าจะเหมาะกับงานแบบไหน …
  1. เป็นคนมีเหตุมีผล  เต็มไปด้วยหลักการชอบการประมวลเรื่องราวเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ลักษณะเหล่านี้เหมาะจะทำงานด้านการจัดการ บัญชี ช่างไฟฟ้า โปรแกรมเมอร์ รวมไปถึงงานทางด้านเทคนิค

  2. คนประเภทอ่อนไหว มีสัญชาตญาณในการดูแลปกป้อง ลองมองหางานประเภทเป็นที่ปรึกษา เป็นพยาบาล หรือสอนหนังสือ
  3. คนกระตือรือร้น ชอบพูดคุย มีความทะเยอทะยาน ชัดเจนเลยว่างานที่เกี่ยวข้องกับทีวี วิทยุ โฆษณา น่าจะเหมาะกับคุณ
  4. คนมองโลกในแง่ดี อยากรู้อยากเห็นเต็มไปด้วยพลัง น่าจะสนใจอาชีพที่ไม่ต้องอยู่นิ่งตลอดเวลา อย่างเช่น ไกด์หรือมัคคุเทศก์ หรือแม้แต่พนักงานขายที่ต้องเดินทางไปโน่นมานี่บ่อย ๆ
  5. ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนพิถีพิถัน ประณีตเรียบร้อย ชำนาญการวิเคราะห์ ชอบให้คำแนะนำแบบลงลึก อาชีพที่น่าจะเหมาะกับคุณคืองานด้านวิจัย สถิติ หรือสืบสวนสอบสวน
  6. คนประเภทเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับใคร แต่ขณะเดียวกันก็ชอบอยู่ในสังคมมากกว่าตามลำพัง น่าจะลองมองหาที่ว่างในตำแหน่งที่ได้แสดงพลัง อย่างเช่น ซีอีโอ บรรณาธิการ หรือแม้แต่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
  7. คนช่างจินตนาการ เจ้าบทบาทมีความคิดลึกซึ้งในเชิงปรัชญา งานที่จะทำให้คุณสนใจได้ก็คือนักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักแสดง และศิลปินทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นศิลปะหรือดนตรี
  8. คนใจบุญสุนทาน ชอบสั่งสอน และชอบที่จะมองเห็นพัฒนาการหรือการเจริญเติบโต มักสนใจงานประเภทสังคมสงเคราะห์ นักบุญ ผู้พิพากษา
  9. คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีสายตาแหลมคมลึกซึ้ง มีเซ้นส์ หรือพรสวรรค์ในการแยกแยะความสวยงาม คงเหมาะที่สุดกับงานกราฟิก ถ่ายภาพ หรือถ้าเป็นเชฟก็จะสามารถปรุงอาหารรสเลิศได้อย่างไม่ต้องพยายามมาก

ที่มา: msn.com

ทำนายเวลาเกิดบอกอะไร

Posted by admin On October - 24 - 2008

ทำนายเวลาเกิดบอกอะไร
ทำนายเวลาเกิดบอกอะไร

 

มาเริ่มกันตั้งแต่ไก่โห่ คนที่เกิดตั้งแต่ตีห้าจนถึง 06.59 น.
จะเป็นคนมีมารยาท ทำอะไรก็จะระมัดระวังตัวเองเสมอ เป็นคนถี่ถ้วน ใจกว้างมาก ชอบช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย แต่ก็ไม่ได้เป็นพวก แอนตี้สังคม แต่ถ้ามีใครมาจุกจิกมากไปจะอารมณ์ เสียง่าย

สายลงมาหน่อยเกิดตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึง 08.59 น.
จะมีบุคลิกความเป็นผู้นำสูง มีความมั่นใจในตัวเองสูง มาดดี ทำให้ผู้อื่นให้ความเชื่อถือได้ง่าย เป็นคนไม่กลัวใคร รักความท้าทายชอบทำอะไรเสี่ยง ๆ เป็นที่สุด ต่อมความคิดสร้างสรรค์โตมาก มักจะคิดทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา และสามารถทำงานต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

เกิดตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึง 10.59 น.
เป็นคนเนี้ยบในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวดี รักความสะอาดสะอ้าน รสนิยมก็เป็นเลิศ สุภาพอ่อนโยน มีมารยาทเข้ากับผู้คนรอบข้างได้ง่าย นับเป็นคนมีเสน่ห์จัดจ้านมาก ใครเห็นก็มักจะหลงใหลได้ปลื้ม แต่มีความทะเยอทะยานมาก และเป็นคนมีเป้าหมายในชีวิต

เกิดตั้งแต่เวลาสิบเอ็ดโมงถึง 12.59 น.
จัดเป็นคนร่าเริง อยู่ที่ไหนมักจะเรียกเสียงหัวเราะให้กับเพื่อน ๆ ได้เสมอ รักอิสระ รักการเดินทาง ชอบการผจญภัย ชอบที่จะได้พบได้เห็นสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ ในชีวิตเพื่อเพิ่มความสุขให้กับตัวเอง เป็นคนมีชีวิตชีวา กระตือรือร้น ไม่จู้จี้จุกจิก หรือขี้บ่นใด ๆ ทั้งสิ้น

เกิดเวลาบ่ายโมงจนถึง 14.59 น.
จะเป็นพวกรักสงบ ไม่ชอบสับสนวุ่นวาย จะทำอะไรมักมีข้อจำกัด ระวังตัวแจจนหมดสนุก แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์ จิตใจดี สุภาพ ไม่ชอบการทะเลาะเบาะแว้งกับใคร

เกิดตั้งแต่สามโมงเย็นถึง 16.59 น.
ชอบทำอะไรตามใจตัวเองไม่สนใจคนอื่น ใจร้อนมักจะทำอะไรโดยไม่ทันคิด จึงมักจะมีเรื่องปวดหัวอยู่เป็นประจำ แต่ก็เป็นคนฉลาดไหวพริบดีและเอาตัวรอดเก่ง เป็นพวกกล้าพูดกล้าทำ เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว มีความคล่องตัวทุกเรื่องจนบางทีอาจจะดูเหมือนเป็นคนกะล่อน แต่จิตใจดี

เกิดตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึง 18.59 น.
เป็นพวกไว้ตัว เชื่อมั่นในตัวเองสูง จะทำอะไรก็ต้องตามระเบียบเป๊ะ ๆ ละเอียด จู้จี้ขี้บ่น เกลียดการทำอะไรนอกลู่นอกทาง ทำงานอย่างจริงจังและตั้งมาตรฐานไว้สูง

เกิดตั้งแต่หนึ่งทุ่มจนถึง 20.59 น.
เป็นคนขยันสู้งานหนัก ตรงไปตรงมา กล้าพูด กล้าทำ มีความกระตือรือร้นในทุกเรื่อง ไม่ชอบวาดฝันเกินจริง ใจกว้าง มีความจริงใจให้กับทุกคน

เกิดตั้งแต่เวลาสามทุ่มจนถึง 22.59 น.
จะเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ช่างพูด ไม่ทำอะไรเร่งร้อน ภายนอกออกจะดูเฉื่อย ๆ แต่ก็มีความนุ่มนวลในตัวเอง สุภาพ พูดจาดี ถือเป็นเสน่ห์ที่สำคัญ และเป็นคนโรแมนติกสุด ๆ

เกิดตั้งแต่ห้าทุ่มจนถึง 00.59 น.
เป็นคนรักอิสระสุด ๆ เกลียดการเดินตามเส้น ไม่ยอมที่จะผูกมัดกับใครง่าย ๆ รักการท่องเที่ยวไปในที่แปลกใหม่แถมยังชื่นชอบความเสี่ยง เป็นคนจิตใจดีและชอบช่วยเหลือผู้เดือดร้อน

เกิดตั้งแต่เวลาตีหนึ่งจนถึง 02.59 น.
เป็นคนใจเย็น มักจะถูกเพื่อนค่อนขอดว่าเป็นญาติกับเต่า เพราะความเชื่องช้าเป็นเหตุ ปกติจะเป็นคนร่าเริงและเข้ากับคนง่าย แต่ถ้าโกรธจะรุนแรงมาก

เกิดตั้งแต่ตีสามจนถึง 04.59 น.
ชอบความท้าทาย มีความเชื่อมั่นในตัวเองมาก มองโลกในแง่ดี ใจกว้าง กล้าพูดในสิ่งที่ตนเองเชื่อถือ และตกหลุมรักคนง่ายไปนิด และเมื่อรักใครก็จะรักจริงจัง มีความดื้อรั้น ถือทิฐิ และไม่ยอมแพ้ใคร ถ้ามีใครมาทำให้เจ็บใจละก็…เป็นอาฆาต…บรื๋ออออ…น่ากลัวจัง..!!.

ผมร่วง ผมบาง ความจริงที่ต้องรู้
ผมร่วง ผมบาง ความจริงที่ต้องรู้

ผมร่วงมากแค่ไหนถึงจะเรียกว่าร่วงผิดปรกติ

ตามคำแนะนำของแพทย์นั้น ในหนึ่งวันผมของคุณไม่ควรร่วงมากกว่า 100 เส้น โดยทั่วไปคนปกติผมจะร่วงอยู่ระหว่าง 50 – 100 เส้น อันนี้ นับจากการแปรงหรือหวีผมทุกวันนะครับ ถ้าคนที่ไว้ผมยาวๆ แต่ร้อยวันพันปี ผมไม่เคยเจอหวีเลย อยู่มาวันดีคืนดีรุกขึ้นมาหวีผมแล้วผมเกิดหลุดติดหวีออกมามากมายเป็นกอบเป็นกำเกินร้อยเส้นนี่ อย่าได้ตีโพยตีพายไปนะครับ ในกรณีนี้มันเกิดจากการสะสมรายวันมากกว่าครับ เราไม่นับว่าเป็นการผมร่วงผิดปกติครับ แล้วถ้าผมร่วงเกินร้อยล่ะ จะทำอย่างไรดี

1. อย่าเพิ่งแตกตื่นต๊กกะใจ วิตกจริตไปเกินกว่าเหตุ หาหวีหรือแปรงคุณภาพดีๆ คือไม่แข็งหรือคมจนเกินไป แปรงผมอย่างสม่ำเสมอทุกวัน แล้วคอยนับจดสถิติดูว่าอัตราการหลุดร่วงมีแนวโน้มลดลง หรือมากขึ้น ถ้าลดลงก็สบายใจได้ แต่ถ้ายังมากเกินพิกัดหรือมากขึ้นกว่าเก่าต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือนนี่ ปล่อยไว้ไม่ได้ครับต้องมาหาสาเหตุต้นตอกันครับ

2. ตรวจเช็คสุขภาพตัวเองให้ละเอียดว่าเพิ่งหายจากการเจ็บไข้ได้ป่วยมาหรือเปล่า คนที่เพิ่งหายจากไข้ไม่สบายหนักหรือหลังการผ่าตัด ร่างกายจะอ่อนแอมาก มีผลทำให้ผมร่วงได้เหมือนกันตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากๆ ก็คือ ผู้ป่วยมะเร็งหลังการใช้เคมีบำบัด หรือการฉายรังสี ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงอย่างมากโดยฉับพลันจึงจำเป็นที่จะต้องโด๊ปกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายกลับมาอยู่ในสภาพที่แข็งแรงอีกครั้งและผมที่ร่วงก็จะงอกกลับมาเหมือนเดิมได้ครับ

3. สำรวจไลฟ์สไตล์การกินอยู่หลับนอนของตัวเองว่า ถูกสุขลักษณะหรือไม่ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงการอดอาหารลดน้ำหนัก หรือตรงกันข้ามเป็นคนกินอาหารตามใจปาก ได้รับสารอาหารไม่ครบห้าหมู่ เป็นคนนอนดึก ใช้ร่างกายแบบไม่บันยะบันยังก็ต้องปรับให้สมดุลลงตัวนะครับ ข้อนี้ถือเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่สำคัญห้ามมองข้ามหลายคนเลี่ยงที่จะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่เคยชินของตัวเอง โดยหวังว่าหมอหรือสถาบันปลูกผมจะสามารถช่วยได้ งานนี้เงินซื้อไม่ได้ครับ

4. ในระหว่างการตั้งครรภ์ ถ้าคุณสังเกตเห็นว่าผมคุณไม่ร่วงเลย หลังการคลอดผมที่ควรจะมีวาระต้องร่วงหลุดในช่วงเก้าเดือนที่ตั้งครรภ์ จะพร้อมใจกันร่วงพรึ่บหลุดหมดจนทำให้คุณแทบช็อคเลยทีเดียว อันนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย การแชร์สารอาหารให้กับทารกในครรภ์และการสูญเสียพลังงานอย่างมากระหว่างการคลอดครับ ถ้าเป็นกรณีนี้ก็ไม่ต้องเป็นกังวลนะครับ ผมทั้งหมดที่ร่วงไปจะขึ้นมาใหม่ตามปกติครับ แต่จะเร็วหรือช้า มากหรือน้อย คุณภาพดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับว่าคุณดูแลสุขภาพ และเรื่องอาหารการกินได้ดีขนาดไหน คุณแม่สมัยใหม่จะเป็นกังวลมากเกี่ยวกับน้ำหนักที่ติดมาระหว่างตั้งครรภ์พอหลังคลอดยังไม่ทันได้ให้นมเลี้ยงลูกก็เริ่มอดอาหารเพราะกลัวอ้วน แต่หารู้ไม่ว่านี่เป็นโทษสองเด้งอีกเหมือนกันนะครับ นมที่คุณให้กับลูกอาจจะไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะช่วยให้ลูกน้อยของคุณเจริญเติบอย่างสมบูรณ์เต็มที่ครับอีกหนึ่งเด้งคือ ผมจะบางลง ผมว่าภูมิปัญญาโบราณที่เขาแนะให้คุณแม่หลังคลอดโด๊ปอาหารให้เต็มที่นั้น ก็เพราะรู้ว่ามันจะมีผลระยะยาวกับสุขภาพนั่นเอง แถมถ้าเป็นคุณแม่มือใหม่ที่ไม่รู้จักวิธีการดูแลทารก ก็จะเกิดความเครียดต้องอดนอน ให้นมลูกตลอดด้วยถ้าไม่ดูแลสุขภาพให้ถึงๆ แทนที่จะกลัวอ้วนไม่สวย ก็จะกลายเป็นผอมเหี่ยวและหัวล้านไปโน่นเลย

5. ข้อสำคัญ คือความเครียด เช็คตัวเองให้ดีว่ามีความเครียดติดตัวอยู่หรือเปล่า ผมมีเรื่องขำๆ ที่ไม่ค่อยขำเท่าไหร่สำหรับตัวเองจะเล่าให้ฟังครับ คือตัวผมเป็นคนหน้าแห้งมากจนบางครั้งเป็นผื่นแดงน่ารำคาญ จึงตัดสินใจไปหาหมอผิวหนังหมอบอกไม่เป็นอะไรให้เอายาไปทา ถ้าเป็นผื่นขึ้น ก็ทาให้ผื่นยุบลดการอักเสบว่างั้นเถอะ เราก็คิดอยู่ในใจหมอเลี้ยงไข้แหงๆ เลยถามหมอว่าไม่มียารักษาที่ต้นตอให้มันหายดีไม่กลับมาแห้งอีกหรือ หมอตอบผมแบบไร้อารมณ์แกมรำคาญว่า ถ้าจะให้หายเลยก็ต้องไม่เครียดผมสวนกลับทันทีโดยไม่ต้องคิดว่า ผมก็ไม่เห็นมีเรื่องเครียดอะไรนี่ครับ หมอถอนหายใจ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์อีกเหมือนเดิมว่าคนเดี๋ยวนี้มันเครียดซะจนชิน มันชินจนชาเลยไม่รู้สึกว่าเครียด คุณรู้ได้ไงว่าคุณไม่เครียด

ทีนี้หมอยิงมาเป็นชุดเลยครับ ตื่นขึ้นมาจะไปทำงาน รถติด ผิดนัด วันๆ ต้องแก้ปัญหาสารพัดเห็นหรือยังว่าเครียดไม่เครียด เท่านั้นแหละครับดวงตาเห็นธรรม หมดคำถามน้อมรับคารวะหมอแล้วเดินออกมารับยาโดยดุษฎีที่ยกเอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง ก็เพียงอยากให้เห็นภาพว่าความเครียดในระดับที่เรายังทนกับมันได้นั้น ระบบในร่างกายของเราทนไม่ได้ครับ มันจึงแสดงอาการออกมาทางผิวหนัง และเส้นผมไงครับ ในส่วนของผิวหนังผมไม่กล้าถาม
คุณหมอต่อครับ กลัวว่าถามมากไปแกจะเครียดจนผมเดือดร้อน ส่วนของเส้นผมในฐานะที่เป็นช่างผมที่พอจะมีความรู้ดูตำรับตำรามาบ้างยินดีที่จะอธิบายให้คุณๆ ทราบครับ

ไม่เครียด…ไม่เครียด ความเครียด…ทำให้กล้ามเนื้อรัดตัวครับเมื่อมันรัดตัวเลือดก็ไหลผ่านไม่สะดวก เมื่อไม่สะดวก สารอาหารที่จะไปเลี้ยงรากผมก็ไม่พอรากผมก็อ่อนแอ เมื่อเส้นผมเส้นเดิมหมดอายุรากผมที่อ่อนแอก็ผลิตเส้นผมที่อ่อนแอขึ้นมาแทนที่ จากเดิมที่เคยหนาดกดำ ก็ค่อยๆ เส้นเล็กลง บางลงจนในที่สุดก็รวยเป็นล้านๆๆๆ…ฮาไม่ออกครับ

วิธีช่วยคือ ต้องกำจัดความเครียดครับง่ายที่สุดคือออกกำลังกาย ได้สองเด้งอีกแล้วเลือดสูบฉีดไหลเวียนดี สุขภาพกายแข็งแรงต่อมอะดรีนาลีนหลั่ง สุขภาพจิตใสปิ๊งเห็นธรรมครับ ทีนี้ผิวก็ผ่องผมก็งามครับ ใครที่กำลังใจไม่เต็มร้อย ขี้เกียจออกกำลัง ก็โน่นครับไปนอนสปาให้เขานวดให้นิ่มเลยครับ ถ้าไม่ชอบทั้งสองอย่างเลยก็อยู่บ้านนวดตัวเอง ง่ายๆ ครับ

ท่าที่หนึ่ง ใช้ปลายนิ้วทั้งห้ากดคลึงวนไปรอบช่วงบนกระหม่อม ถ้าจะให้ดีขึ้น ลองไปหาซื้อโทนิคโลชั่น สมุนไพรมาใช้ร่วมกับการนวดก็จะยิ่งได้ผลดีมากขึ้น (โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าสมุนไพรหลายตัวทั้งของไทยและเทศใช้ได้ผลดีไม่มีผลข้างเคียง ไม่มีคำโฆษณาชวนเชื่อ หรือราคาค่างวดเกินจริง เพียงแต่ขอให้คุณมีวินัยในการใช้ไม่มากก็น้อยต้องเห็นผลแน่นอนครับ)

ท่าที่สอง คือ การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอ ใครที่ฝึกโยคะอยู่คงจะได้ทำอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว โดยพับคอลงแล้วหมุนคอไปรอบ วนจากซ้ายไปขวา

6. ถ้าทำการสำรวจตรวจสอบ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตการกินอยู่หลับนอน ปลอดทุกข์กายทุกข์ใจแล้ว ผมก็ยังตั้งหน้าตั้งตาร่วงหลุดออกมาอย่างไม่เกรงอกเกรงใจแล้วล่ะก็ ต้องทำใจ พูดง่ายๆ ชัดๆ คือมันเป็นพันธุกรรม ถ้าเป็นเช่นนี้ ขอแนะให้ทำใจยิ้มรับกับมันครับ เลือกทรงผมสั้นที่คุณถูกใจที่สุด ยิ่งสั้นเท่าไหร่ยิ่งเท่ครับ ห้ามไว้ผมยาวเป็นอันขาดเลยครับ ผมบางๆ ไว้ผมยาวเป็นความผิดอย่างมหันต์เลยนะครับ เหรียญต้องมีสองด้านครับ คนผมบางมักเป็นคนฉลาดมีเสน่ห์และเป็นคนมีอารมณ์ดีครับ ฉะนั้นบริหารเสน่ห์และจุดเด่นในด้านอื่นๆ ของคุณให้เจิดจรัสชัดเจน แล้วลบเรื่องผมบาง ศีรษะล้านออกไปจากสมองเลยครับ คนผมบางหลายคนจมอยู่กับความกังวลเรื่องศีรษะจะล้านจนกลายเป็นคนอมทุกข์ เกรี้ยวกราดไม่น่ารัก โดยลืมไปว่าตัวเองยังมีดีอย่างอื่นอีกเยอะที่คนอื่นไม่มีในขณะเดียวกันถ้าคุณยังหนุ่มยังสาวอยู่และพบว่าเราอยู่ในกลุ่มที่มีแนวโน้มมาทางนี้ก็อย่าเพิ่งถอดใจ ปล่อยปละละเลยเสียทั้งหมด
คำแนะนำทุกข้อข้างต้นยังควรต้องยึดถือและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องครับ เพื่อยืดอายุให้ผมอยู่กับเรานานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ครับ พูดง่ายๆ คือแทนที่คุณจะต้องโกนหัวกันเมื่ออายุ 50 ถ้าปล่อยไปตามยถากรรม แค่อายุ 30 ก็ร่วงหมดหัวได้ เห็นมาเยอะแล้วครับขอให้คุณโชคดีกับการมีผมสวย ดกหนากันถ้วนหน้าทุกคนนะครับ

ดูแลผมให้ยาวเร็วขึ้น

ดูแลผมให้ยาวเร็วขึ้น

ขั้นตอนการดูแลผม ให้ยาวเร็วขึ้น
          สระผมและนวดผมให้เรียบร้อย ใช้ผ้าขนหนูค่อยๆซับผม อย่าขยี้ผมเด็ดขาด โดยเฉลี่ยแล้วผมคนเราจะยาวประมาณครึ่งนิ้วต่อเดือน

          ดังนั้นถ้าคุณอยากให้ผมยาวเร็วขึ้น แสกผมไว้ซัก 5- 6 แถว บีบวิตามิน อี แบบแคปซูลสำหรับทาหน้าตามรอยแสก นวดบำรุงให้ทั่วหนังศรีษะ ผมจะยาวเร็วขึ้น

          อย่าลืมที่จะทำทรีทเม้นท์สัปดาห์ละครั้ง เพราะมันจะทำให้คุณมีสุขภาพผมที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน  

 

ตัวอย่างการทำทรีทเม้นท์หมักผมแบบธรรมชาติ
 
บดกล้วยหอมผสมกับน้ำผึ้ง พอกให้ทั่วทั้งศรีษะ ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วสระล้างออก อีกสูตรหนึ่งคือ คั้นดอกอันชัญสดกับน้ำสะอาด จนได้น้ำอันชัญสีน้ำเงินอมม่วง หมักผมทิ้งไว้ 20 นาท ีอีกเช่นกัน แล้วล้างออก สูตรนี้จะทำให้ผมคุณดูดกดำเงางาม
แถมอีกนิดนะคะ

ถ้าคุณมีผมแห้ง ต้องการให้ผมดูเงางาม ใช้แฮร์โค้ต 2-3 หยดชโลมและนวดให้ทั่วศรีษะ แต่ถ้าคุณมีผมมัน ไม่แนะนำค่ะ เพราะแฮร์โค้ตจะทำให้ผมคุณดูมันเยิ้มยิ่งขึ้น แถมยังเป็นแม่เหล็กดูดฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกชั้นดีเชียวล่ะ

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์