Wednesday, January 7, 2009

ThaiBestWell.com คนยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ

อาหาร สุขภาพ, อาหาร เพื่อ สุขภาพ, การ ดูแล สุขภาพ, อาหาร สมุนไพร, การ ออกกำลัง กาย, การ ลด น้ำหนัก, สูตร อาหาร ลด น้ำหนัก, ลด ความ อ้วน, เคล็ดลับเพื่อสุขภาพ, เคล็ดลับความงาม

Archive for the ‘นานาน่ารู้’ Category

กินยาก่อนอาหาร-หลังอาหาร สำคัญไฉน

กินยาก่อนอาหาร-หลังอาหาร สำคัญไฉน

การที่จะทราบว่าการกินยาก่อนอาหาร หรือหลังอาหารสำคัญอย่างไรนั้นเราต้องทราบก่อนว่า ขั้นตอนที่ยาจะไปออกฤทธิ์นั้นเป็นอย่างไร เวลาเรากินยาเข้าไป

ถ้าเป็นยาเม็ดหรือแคปซูล ยานั้นจะแตกออกเป็นส่วนเล็ก ๆ ก่อน แล้วละลายในน้ำ ซึ่งอยู่ในกระเพาะและทางเดินอาหาร หลังจากนั้นก็จะถูกดูดซึมเข้าผนังทางเดินอาหาร เข้าสู่กระแสเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายต่อไป

แต่ถ้าเป็นยาน้ำ ขบวนการนี้ ก็จะเร็วขึ้น ยาจะออกฤทธิ์เมื่อได้เข้าไปอยู่ในกระแสเลือดแล้ว และต้องมีปริมาณสูงพอด้วย อาหารบางอย่างมีผลต่อการดูดซึมของยา ยาบางตัวก็มีผลต่อกระเพาะอาหาร เช่น ทำให้เกิดการระคายเคือง ดังนั้น การกินยาก่อนหรือหลังอาหาร จึงมีความสำคัญขึ้นกับว่าต้องการผลการของยาในแง่ใด ปกติเมื่อกระเพาะมีอาหารอยู่เต็ม ยาจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้น้อยกว่า และใช้เวลามากกว่าเมื่อกระเพาะว่าง

จากที่กล่าวมาแล้ว ถ้าเรากินยาก่อนอาหารทันที, หลังอาหารทันที หรือกินยาพร้อมอาหาร จะมีความหมายแทบจะไม่แตกต่างกัน ซึ่งถือว่ากินยาในห้วงเวลาที่กระเพาะอาหารไม่ว่างเหมือนกัน ดังนั้นเราจะกำหนดเวลาไปด้วยว่ากินก่อนอาหารหรือหลังอาหารนานเท่าใด จึงจะได้ผลตามที่ต้องการ

จะขอแบ่งวิธีการกินยา ประกอบเหตุผล พอเป็นสังเขปดังนี้

กินก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง

เพราะเราต้องการให้ได้รับยาขณะที่ท้องว่าง เพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีที่สุด ยาพวกที่ต้องกินแบบนี้ได้แก่ เพนนิซิลลิน, แอมพิซิลิน, ไรแฟมพิซิล เป็นต้น บางทีเราก็ต้องการให้ยาออกฤทธิ์ก่อนอาหารตกถึงกระเพาะ (จะกินก่อนอาหารนานเท่าใดขึ้นกับเวลาตั้งแต่เริ่มกินจนถึงเวลาที่ยาออกฤทธิ์ ซึ่งยาแต่ละตัวจะแตกต่างกันบ้าง) เช่น ยาที่ลดการเกร็ง หรือบีบตัวของกระเพาะและทางเดินอาหารคนที่เป็นโรคกระเพาะนั้นมักจะปวดท้อง

เมื่ออาหารตกไปถึงกระเพาะ เพราะอาหารเป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะลำไส้บีบตัวมากขึ้น จึงต้องให้ยาออกฤทธิ์ ลดการบีบตัวของกระเพาะลำไส้ โดยกินยาก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ยาออกฤทธิ์พอดีเวลาอาหาร ซึ่งจะบรรเทาอาการปวดท้องได้ ยังมียาที่กระตุ้นให้เกิดการอยากอาหาร ก็ต้องกินก่อนอาหารประมาณ 1/2 ชั่วโมง พอยาออกฤทธิ์ จะกินอาหารได้มากขึ้น

กินหลังอาหารทันที = กินก่อนอาหารทันที = กินพร้อมอาหารยาบางตัวหากกินตอนท้องว่างจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารมาก ทำให้คลื่นไส้อาเจียน แต่ถ้ากินพร้อมอาหารจะช่วยลดการระคายเคืองได้ ยาพวกนี้ได้แก่ ยาแก้ปวดชนิดต่าง ๆ เช่น แอสไพริน, ยาแก้ปวดข้อ เช่น เพนนิลบิวทาโซน, ไอบูโปรเฟน, อินโดเมดทาซิน เป็นต้น นอกจากกินพร้อมอาหารแล้วยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น แอสไพริน การกินน้ำตามมาก ๆ เพื่อไปเจือจาง หรือลดความเป็นกรดให้น้อยลง ก็ช่วยลดการระคายเคืองได้

กินยาหลังอาหาร 1 ชั่วโมง

ยาบางชนิดจะออกฤทธิ์นาน เมื่อกินหลังอาหาร เช่น ยาลดกรดซึ่งมีผู้ทดลองได้ผลว่า ถ้าให้ยาในขณะที่ท้องว่าง ยาจะออกฤทธิ์นานประมาณ 30 นาที แต่ถ้าให้ยาหลังอาหาร 1 ชั่วโมง ยาจะออกฤทธิ์นาน 4 ชั่วโมง ดังนั้นจึงกำหนดให้กินหลังอาหาร 1 ชั่วโมง

ไหน ๆ ก็พูดถึงยาก่อนอาหาร, หลังอาหาร, พร้อมอาหารมาแล้ว ขอพูดถึงยากินก่อนนอนสักเล็กน้อย ยาบางชนิดกินแล้วทำให้ง่วงมึนงง เช่น ยาคลายกังวล, ยาแก้แพ้ซึ่งเป็นส่วนผสมของยาแก้หวัด ลดน้ำมูก จึงควรกินก่อนนอน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ปลอดภัยในขณะทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือขับรถในเวลากลางวันแล้ว ยังทำให้หลับได้อย่างสบายในเวลากลางคืนอีกด้วย

จึงขอสรุปได้ว่า จะกินยาก่อนอาหาร หรือหลังอาหารขึ้นกับวัตถุประสงค์ในการให้ยานั้น ๆ ออกฤทธิ์ให้ได้ผลมากที่สุด มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด ส่วนจะก่อน - หลังนานเท่าใดนั้น ขึ้นกับเวลาตั้งแต่เริ่มกินยาจนถึงเวลาที่ยาถูกดูดซึมเข้าผนังทางเดินอาหารหมด หรืออาจเลยไปถึงเวลาที่ยาออกฤทธิ์แล้วแต่ว่าเราต้องการผลอันไหน

คงจะเห็นแล้วว่า เวลากินยาก่อนหรือหลังอาหารมีความสำคัญเพียงใด ดังนั้นเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด ผู้ป่วยควรกินยาตามเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ผลดีก็จะตกอยู่กับตัวของผู้ป่วยเอง

 

 

ที่มา: สนุกดอทคอม

Marie Claire - คนบางคนใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตกว่าจะค้นเจอว่างานแบบไหนที่ตนเองชอบและใช่ ก็เลยมีแบบสำรวจบุคลิกนิสัยใจคอมาให้ลองตรวจสอบดูว่าคนแบบคุณน่าจะเหมาะกับงานแบบไหน …
  1. เป็นคนมีเหตุมีผล  เต็มไปด้วยหลักการชอบการประมวลเรื่องราวเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ลักษณะเหล่านี้เหมาะจะทำงานด้านการจัดการ บัญชี ช่างไฟฟ้า โปรแกรมเมอร์ รวมไปถึงงานทางด้านเทคนิค

  2. คนประเภทอ่อนไหว มีสัญชาตญาณในการดูแลปกป้อง ลองมองหางานประเภทเป็นที่ปรึกษา เป็นพยาบาล หรือสอนหนังสือ
  3. คนกระตือรือร้น ชอบพูดคุย มีความทะเยอทะยาน ชัดเจนเลยว่างานที่เกี่ยวข้องกับทีวี วิทยุ โฆษณา น่าจะเหมาะกับคุณ
  4. คนมองโลกในแง่ดี อยากรู้อยากเห็นเต็มไปด้วยพลัง น่าจะสนใจอาชีพที่ไม่ต้องอยู่นิ่งตลอดเวลา อย่างเช่น ไกด์หรือมัคคุเทศก์ หรือแม้แต่พนักงานขายที่ต้องเดินทางไปโน่นมานี่บ่อย ๆ
  5. ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนพิถีพิถัน ประณีตเรียบร้อย ชำนาญการวิเคราะห์ ชอบให้คำแนะนำแบบลงลึก อาชีพที่น่าจะเหมาะกับคุณคืองานด้านวิจัย สถิติ หรือสืบสวนสอบสวน
  6. คนประเภทเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ ไม่ชอบอยู่ใต้บังคับใคร แต่ขณะเดียวกันก็ชอบอยู่ในสังคมมากกว่าตามลำพัง น่าจะลองมองหาที่ว่างในตำแหน่งที่ได้แสดงพลัง อย่างเช่น ซีอีโอ บรรณาธิการ หรือแม้แต่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
  7. คนช่างจินตนาการ เจ้าบทบาทมีความคิดลึกซึ้งในเชิงปรัชญา งานที่จะทำให้คุณสนใจได้ก็คือนักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักแสดง และศิลปินทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นศิลปะหรือดนตรี
  8. คนใจบุญสุนทาน ชอบสั่งสอน และชอบที่จะมองเห็นพัฒนาการหรือการเจริญเติบโต มักสนใจงานประเภทสังคมสงเคราะห์ นักบุญ ผู้พิพากษา
  9. คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีสายตาแหลมคมลึกซึ้ง มีเซ้นส์ หรือพรสวรรค์ในการแยกแยะความสวยงาม คงเหมาะที่สุดกับงานกราฟิก ถ่ายภาพ หรือถ้าเป็นเชฟก็จะสามารถปรุงอาหารรสเลิศได้อย่างไม่ต้องพยายามมาก

ที่มา: msn.com

ทำนายเวลาเกิดบอกอะไร

Posted by admin On October - 24 - 2008

ทำนายเวลาเกิดบอกอะไร
ทำนายเวลาเกิดบอกอะไร

 

มาเริ่มกันตั้งแต่ไก่โห่ คนที่เกิดตั้งแต่ตีห้าจนถึง 06.59 น.
จะเป็นคนมีมารยาท ทำอะไรก็จะระมัดระวังตัวเองเสมอ เป็นคนถี่ถ้วน ใจกว้างมาก ชอบช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย แต่ก็ไม่ได้เป็นพวก แอนตี้สังคม แต่ถ้ามีใครมาจุกจิกมากไปจะอารมณ์ เสียง่าย

สายลงมาหน่อยเกิดตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึง 08.59 น.
จะมีบุคลิกความเป็นผู้นำสูง มีความมั่นใจในตัวเองสูง มาดดี ทำให้ผู้อื่นให้ความเชื่อถือได้ง่าย เป็นคนไม่กลัวใคร รักความท้าทายชอบทำอะไรเสี่ยง ๆ เป็นที่สุด ต่อมความคิดสร้างสรรค์โตมาก มักจะคิดทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา และสามารถทำงานต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

เกิดตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึง 10.59 น.
เป็นคนเนี้ยบในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวดี รักความสะอาดสะอ้าน รสนิยมก็เป็นเลิศ สุภาพอ่อนโยน มีมารยาทเข้ากับผู้คนรอบข้างได้ง่าย นับเป็นคนมีเสน่ห์จัดจ้านมาก ใครเห็นก็มักจะหลงใหลได้ปลื้ม แต่มีความทะเยอทะยานมาก และเป็นคนมีเป้าหมายในชีวิต

เกิดตั้งแต่เวลาสิบเอ็ดโมงถึง 12.59 น.
จัดเป็นคนร่าเริง อยู่ที่ไหนมักจะเรียกเสียงหัวเราะให้กับเพื่อน ๆ ได้เสมอ รักอิสระ รักการเดินทาง ชอบการผจญภัย ชอบที่จะได้พบได้เห็นสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ ในชีวิตเพื่อเพิ่มความสุขให้กับตัวเอง เป็นคนมีชีวิตชีวา กระตือรือร้น ไม่จู้จี้จุกจิก หรือขี้บ่นใด ๆ ทั้งสิ้น

เกิดเวลาบ่ายโมงจนถึง 14.59 น.
จะเป็นพวกรักสงบ ไม่ชอบสับสนวุ่นวาย จะทำอะไรมักมีข้อจำกัด ระวังตัวแจจนหมดสนุก แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์ จิตใจดี สุภาพ ไม่ชอบการทะเลาะเบาะแว้งกับใคร

เกิดตั้งแต่สามโมงเย็นถึง 16.59 น.
ชอบทำอะไรตามใจตัวเองไม่สนใจคนอื่น ใจร้อนมักจะทำอะไรโดยไม่ทันคิด จึงมักจะมีเรื่องปวดหัวอยู่เป็นประจำ แต่ก็เป็นคนฉลาดไหวพริบดีและเอาตัวรอดเก่ง เป็นพวกกล้าพูดกล้าทำ เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว มีความคล่องตัวทุกเรื่องจนบางทีอาจจะดูเหมือนเป็นคนกะล่อน แต่จิตใจดี

เกิดตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึง 18.59 น.
เป็นพวกไว้ตัว เชื่อมั่นในตัวเองสูง จะทำอะไรก็ต้องตามระเบียบเป๊ะ ๆ ละเอียด จู้จี้ขี้บ่น เกลียดการทำอะไรนอกลู่นอกทาง ทำงานอย่างจริงจังและตั้งมาตรฐานไว้สูง

เกิดตั้งแต่หนึ่งทุ่มจนถึง 20.59 น.
เป็นคนขยันสู้งานหนัก ตรงไปตรงมา กล้าพูด กล้าทำ มีความกระตือรือร้นในทุกเรื่อง ไม่ชอบวาดฝันเกินจริง ใจกว้าง มีความจริงใจให้กับทุกคน

เกิดตั้งแต่เวลาสามทุ่มจนถึง 22.59 น.
จะเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ช่างพูด ไม่ทำอะไรเร่งร้อน ภายนอกออกจะดูเฉื่อย ๆ แต่ก็มีความนุ่มนวลในตัวเอง สุภาพ พูดจาดี ถือเป็นเสน่ห์ที่สำคัญ และเป็นคนโรแมนติกสุด ๆ

เกิดตั้งแต่ห้าทุ่มจนถึง 00.59 น.
เป็นคนรักอิสระสุด ๆ เกลียดการเดินตามเส้น ไม่ยอมที่จะผูกมัดกับใครง่าย ๆ รักการท่องเที่ยวไปในที่แปลกใหม่แถมยังชื่นชอบความเสี่ยง เป็นคนจิตใจดีและชอบช่วยเหลือผู้เดือดร้อน

เกิดตั้งแต่เวลาตีหนึ่งจนถึง 02.59 น.
เป็นคนใจเย็น มักจะถูกเพื่อนค่อนขอดว่าเป็นญาติกับเต่า เพราะความเชื่องช้าเป็นเหตุ ปกติจะเป็นคนร่าเริงและเข้ากับคนง่าย แต่ถ้าโกรธจะรุนแรงมาก

เกิดตั้งแต่ตีสามจนถึง 04.59 น.
ชอบความท้าทาย มีความเชื่อมั่นในตัวเองมาก มองโลกในแง่ดี ใจกว้าง กล้าพูดในสิ่งที่ตนเองเชื่อถือ และตกหลุมรักคนง่ายไปนิด และเมื่อรักใครก็จะรักจริงจัง มีความดื้อรั้น ถือทิฐิ และไม่ยอมแพ้ใคร ถ้ามีใครมาทำให้เจ็บใจละก็…เป็นอาฆาต…บรื๋ออออ…น่ากลัวจัง..!!.

โครเมียมพิโคลิเนต ( Chromium Picolinate)
      เป็นสารอาหารที่จำเป็นในการเผาผลาญกลูโคส ลดความอยากอาหาร เร่งอัตราการเผาผลาญไขมัน ช่วยรักษาสมดุลของน้ำตาลในกระแสเลือดโดยช่วยให้ร่างกายนำน้ำตาลกลูโคส ที่มีอยู่ในกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปเผาผลาญเป็นพลังงานอย่างสม่ำเสมอ

 

ผลส้มแขก ( Garcinia)
      Garcinia หรือ Hydroxycitric acid (HCA) เป็นสารสกัดจากพืชตระกูลส้มแขก มะนาว ช่วยในการลดน้ำหนัก โดยการยับยั้งคาร์โบไฮเดรตส่วนเกินที่จะเปลี่ยนไปเป็นไขมัน นอกจากนี้ HCA ยังช่วยควบคุมความอยากอาหาร ทั้งยังปลอดภัยต่อร่างกายอีกด้วย

 

สาหร่ายเคลป์ ( Kelp)
      เป็นสาหร่าย ทะเลสีน้ำตาลที่พบมากในทะเลน้ำเย็น และเป็นแหล่งอาหาร ที่ให้โปรตีนและเกลือแร่ใน ปริมาณสูงโดยเฉพาะ ไอโอดีน (Iodine)ในการสร้าง ไทรอยด์ ฮอร์โมน ไทรอยด์ ฮอร์โมนมีหน้าที่ในการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ( metabolism)

 

ชาเขียว ( Green Tea )
      ชาเขียว เครื่องดื่มประจำชาติของญี่ปุ่น นอกจากจะมีสารที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังมีสารสำคัญที่มีส่วนช่วยในการลดความอ้วน โดยการรักษาสมดุลของระดับน้ำตาล และอินซูลินในกระแสเลือด และมีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน

 

เลซิติน ( Lecithin )
      ช่วยป้องกันและสลาย คลอเลสเตอรอล หรือก้อนไขมันที่อุดตันในหลอดเลือด จึงนิยมใช้กันมากในผู้ป่วยโรคหัวใจที่เกิดจากการอุดตันของไขมันในหลอดเลือด

 

อบเชย ( Cinnamon )
      สมุนไพรจีนโบราณที่มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยไขมัน ลดความดันเลือด มีคุณสมบัติเป็นสารลดระดับน้ำตาลในเลือด

 

ชะเอม ( Licorice )
      ตามตำนานประเทศจีนรู้จักนำสมุนไพรชนิดนี้มาใช้ประมาณ 5,000 ปี มาแล้ว ใช้รักษาความไม่สบายต่างๆ ของร่างกาย ปัจจุบันมีการค้นพบว่า ชะเอมยังมีประโยชน์ในการช่วยลดระดับ คลอเลสเตอรอล ในเลือดอีกด้วย

 

 

 

ไมเหรน
ไมเกรน

          ไมเกรน คือ โรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง มักปวดข้างเดียว แถวขมับ หรืออาจจะปวดบริเวณเบ้าตา อาการปวดไมเกรนอาจจะปวดได้นาน 2-3 วัน หรืออาจจะปวด 2-4 ชั่วโมง อาการปวดศีรษะจะรุนแรงมากขึ้นอีก เมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย และในขณะที่มีอาการปวดมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
อาการปวดไมเกรนมักมีอาการนำมาก่อนที่จะเกิดอาการปวด เรียกว่าออร่า คืออาจจะเป็นแสงแวบเข้าตา แสงจ้า ตาพร่ามัว มีอาการชาที่ด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ซึ่งจะเกิดเป็นช่วงสั้นๆ
ไมเกรนพบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มักจะพบในช่วงอายุ 10-40 ปี แต่พบในเด็กอายุ 7-8 ขวบได้ โดยพบอัตราการเกิดไมเกรนในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีอัตราการเกิดร้อยละ 18 ผู้ชายร้อยละ 6 และในเด็กร้อยละ 4 แต่พออายุมากขึ้นเรื่อยๆ อาการจะน้อยลง
ปัจจุบันยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของไมเกรน แต่เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนระดับเซโรเทนินในร่างกาย ทำให้เส้นเลือดแดงในสมองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ซึ่งมีปัจจัยที่กระตุ้นได้หลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก นอนไม่หลับ ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นไมเกรนแล้วยังไปกระตุ้นอาการปวดกล้ามเนื้อด้วย

ไมเกรนแบ่งระดับของอาการปวดเป็น 6 ระดับ
          1. Classic Migraine เริ่มช่วงวัยรุ่น เมื่ออายุมากขึ้นอาการปวดศีรษะจะดีขึ้น บางครั้งมีอาการนำออร่า เช่น เห็นแสงแสบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่ง
          2. Common Migraine มักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร มักปวดข้างใดข้างหนึ่งแต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำ 
          3. Hemoplegic Migraine มีอาการอ่อนแรงของแขนขาข้างหนึ่ง เป็นช่วงสั้นๆ หรือบางคนอาจจะมีเวียนศีรษะ จากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงจะมีอาการปวดศีรษะตามมา 
          4. Ophthalmoplegic Migraine ผู้ป่วยจะปวดศีรษะร่วมกับหนังตาตก เห็นภาพซ้อน
          5. Basilar Artery Migraine ก่อนปวดศีรษะจะเวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ เห็นภาพซ้อน
          6. 6.Status Migrainosus ผู้ป่วยจะปวดศีรษะนานกว่า 72 ชั่วโมงและมีอาการมากกว่าปกติ

          ในปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่มีวิธีรักษาไมเกรนให้หายขาดได้ แต่มีวิธีช่วยให้ความถี่และความรุนแรงลดน้อยลง โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ล่าสุดในประเทศไทยได้พัฒนาการรักษาโรคไมเกรนจากศาสตร์การกดจุดรักษาโรค โดยการปรับระบบกล้ามเนื้อและการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท เพื่อปรับสมดุลการทำงานของหลอดเลือดแดงที่อยู่ภายนอกและภายในศีรษะ อันเป็นสาเหตุของการปวดศีรษะ โดยอาการปวดศีรษะจะลดลงภายในครั้งแรกของการรักษา และเมื่อรักษาอย่างต่อเนื่องจะสามารถป้องกันการกลับมาของไมเกรนได้ โดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องกินยา ทั้งนี้ผู้ป่วยเป็นไมเกรนต้องดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

 

ที่มา:sanook.com

เตรียมพบกับข้อมูลดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและการดูแลตัวเองรวมถึงคนที่คุณรักที่นี่เร็วๆ นี้

ลดความอ้วน | ลดน้ำหนัก | สูตรลดความอ้วน | วิธีลดความอ้วน วิธีลดน้ำหนัก | เคล็ดลับเพื่อสุขภาพ |
เคล็ดลับความงาม | โภชนาการ | อาหารเพื่อสุขภาพ | การดูแลสุขภาพ | การดีท็อกซ์ | เคล็ดลับสุขภาพที่ดี

สุขภาพดีไม่มีขาย แต่คุณสร้างได้ด้วยตัวเอง