- Friday, April 17, 2009, 1:36
- Featured, เคล็ดลับสุขภาพดี
- 1,012 views
คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่า??..ที่ทรมานกับอาการท้องผูกเป็นประจำ ?
คุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชายคนไหนที่มีอาการถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือสะสมคั่งค้างนานอยู่ในตัวคุณเป็นสัปดาห์ฟังทางนี้.....
แน่นอนว่าอาการอึดอัดแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ผิวพรรณไม่สดใสก็จะเกิดขึ้นในระยะนี้ตามมาเรื่อยๆ ยิ่งท้องผูกนานเท่าไหร่ อุจจาระที่อยู่ในตัวคุณก็ยิ่งแห้งและทำให้เกิดการแข็งตัวจนทรงพลังมากยิ่ง ขึ้น ทำให้คุณทั้งหลายเสียเวลาในการนั่งอยู่ในห้องน้ำนานๆ จนคนข้างนอกเขานึกว่าคุณเข้าไปหลับในห้องน้ำหรือเปล่า ?
ปัญหาตามมาติดๆ ที่ใครก็ไม่อยากเป็นก็คือโรคที่เกี่ยวกับท้องผูก อย่างเช่น ปัญหาริดสีดวง และยิ่งกากอาหารที่คั่งค้างในลำไส้นานเท่าไร ก็จะเกิดการหมักหมมกลายเป็นสารพิษก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งและเสี่ยงเป็นมะเร็ง ลำไส้มากกว่าคนที่ขับถ่ายปกติซะอีกด้วย
ยังไม่จบเพียงเท่านี้ค่ะปัญหาท้องผูกยังสามารถเกิดจากหลายๆสาเหตุมาดูกันสิว่า มีอะไรบ้าง.....? เช่น การรับประทานอาหารที่มีกากใยไม่เพียงพอ การดื่มน้ำน้อย การกลั้นอุจจาระ การขาดการออกกำลังกาย การเผชิญภาวะความเครียด และอื่นๆอีกมากมายที่คุณไม่สนใจเพราะคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำ วันพวกคุณอยู่แล้ว แต่แทนที่จะแก้ปัญหาท้องผูกที่ต้นเหตุด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับ ประทานและการดำเนินชีวิตประจำวัน คนจำนวนไม่น้อยกลับมุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุโดยพึ่งพายาระบาย หรือการสวนล้างลำไส้ตามความนิยม ที่เรารู้จักกันดีว่า ?ดีท็อกซ์? ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายระยะยาว
โอ้โฮ....!! อันตรายมากกว่าได้ประโยชน์อีกนะค่ะ
ยังค่ะ ยังไม่หมด อันตรายจากการ ?ดีท็อกซ์? ยังมีอีกโดยเฉพาะการสวนล้างลำไส้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และลำไส้ได้รับความเสียหายจากการใช้แรงดันน้ำหากสถานที่ให้บริการไม่ได้ มาตรฐาน นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในลำ ไส้ถูกทำลาย ส่งผลทำให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายเสียสมดุล และยังทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอีกด้วย
แหมอย่าเพิ่งคิดว่าวิธีการ ?ดีท็อกซ์? จะเป็นอันตรายเสมอไปนะ ยังมีวิธีที่ไม่ฝืนธรรมชาติและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่หลายคนมองข้ามไป นั่นคือการรับประทานอาหารที่เน้นผักและผลไม้ รวมทั้งธัญพืช ข้าวกล้อง โฮลวีท ...
Full story
- Thursday, April 9, 2009, 13:50
- เคล็ดลับสุขภาพดี
- 1,802 views
โดยเนื้อแท้แล้ว มหัศจรรย์ในชีวิตของเราทุกเรื่องเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังค่ะ เหมือนเช่น คุณนาเดีย นิมิตรวานิช พิธีกรรายการ "ดาวกระจาย" และคอลัมนิสต์ในคอลัมน์ "นานานาเดีย" แห่งนิตยสาร "อุ๊บ" เธอค้นพบมหัศจรรย์จากโยคะที่ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ
โยคะมอบสุขภาพดี
"เล่นโยคะมาหลายปีแล้วค่ะ ครั้งแรกที่สนใจเพราะช่วงนั้นจิตใจฟุ้งซ่าน เพื่อนชวนเลยลองไปเล่นดู แล้วก็พบว่าเราคิดเรื่องอื่นไม่ได้ เพราะแต่ละท่าค่อนข้างยาก จะชูขา หรือยืดขาให้ตรง หรือบิดไปตรงนั้นตรงนี้ก็ยากแล้ว ต้องใช้สมาธิอย่างมาก เราไม่ต้องคิดเรื่องอื่น และกลับมาทำความเข้าใจกับตัวเองและกล้ามเนื้อแต่ละมัดของเรา ซึ่งก็เหมือนเป็นการบำบัดทั้งร่างกายและจิตใจ"
ซึ่งการเล่นโยคะมีประโยชน์ต่อร่างกายกับจิตใจของเธอเป็นอย่างมาก จนทำให้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น
"เนื่องจากเป็นการออกกำลังกายอวัยวะภายในทั้งหมด และแต่ละท่าจะออกแบบมาให้บริหารครบทุกส่วน จึงทำให้ร่างกายกับจิตใจของเดียเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ด้านร่างกายระบบขับถ่าย และผิวพรรณเพราะดื่มน้ำมากขึ้น กล้ามเนื้อใต้คอก็จะรัดเข้าไป ทำให้ใบหน้าเรียว ระบบเผาผลาญก็ดีขึ้น แก้มเป็นสีชมพูเลยค่ะ ทั้งที่เมื่อก่อนเหงื่อจะออกน้อยมาก ส่วนแขนกับต้นขาก็กระชับ ไม่อยากให้มองว่าเป็นการลดความอ้วนนะคะ เป็นการออกกำลังกายให้ได้สุขภาพดีแบบเห็นผลอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า"
"สิ่งที่ตามมาคือจิตใจสงบ และมีสมาธิมากขึ้น ปกติจะไม่ค่อยมีสมาธิ พอหันมาเล่นโยคะ ทำให้อยู่นิ่งได้นาน"
นอกจากนี้การเล่นโยคะยังทำให้เธอรู้จักการปรับเปลี่ยนร่างกายกับจิตใจให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
"การเล่นโยคะทำให้เดียอยากหาอะไรใส่ตัว เมื่อก่อนเล่นวินเซิร์ฟกินเนื้อเยอะมากเหมือนผู้ชายตัวโตๆ ตอนนี้ปรับทั้งระบบเลย ทั้งความคิด และการกิน รู้สึกว่ากินมากเกินความต้องการของร่างกาย เวลาที่เราเอาออกจะยาก เลยหันมากินผักเยอะๆ เข้าสู่วิถีของชีวจิตไปโดยปริยาย"
"เดียจึงพบว่าการเล่นโยคะทำให้มีมหัศจรรย์หลายอย่างที่ดีเกิดขึ้นในชีวิต จนมีคนทักเยอะมากว่าไปทำอะไรมาทำไมสวย หุ่นดี ผิวสวย และสุขภาพดีขึ้น"
มหัศจรรย์แบบนี้ใครก็เกิดขึ้นได้ เพียงลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังค่ะ
Startip ...
Full story
- Wednesday, April 8, 2009, 13:06
- เคล็ดลับสุขภาพดี
- 485 views

อัพเดทความรู้ใหม่ และสลัดความเชื่อเก่าที่ผิดๆ เรื่องกาแฟทิ้ง...เพราะมันให้คุณมากกว่าโทษ ถ้าคุณรู้จักดื่ม และนี่คือ 6 ข้อเท็จจริงที่เราเอามาบอก
1. ไม่จริง...ว่าการดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต เป็นหมัน ทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์แท้งได้ ส่งผลให้ทารกแรกคลอดน้ำหนักน้อย เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ซีสต์ในเต้านม และกระดูกพรุน ถ้าคุณดื่มเพียงวันละ 1-2 ถ้วย
2. ไม่รู้ใช่ไหม... กาแฟช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำ และสำหรับนักกีฬาจะช่วยเพิ่มความทนและความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลานาน
3. ต้องดื่มบ่อยๆ... สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟเพราะต้องการแก้ง่วง แนะนำให้ดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น แทนที่จะดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.) ในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล.) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาที และจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง และต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่าที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย
4. กาแฟดีกว่าไวน์และชาสมุนไพร... เมล็ดกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพร ...
Full story
- Tuesday, April 7, 2009, 12:22
- สุขภาพน่ารู้
- 1,346 views

BBCNews - ผลการศึกษาชิ้นใหม่พบว่านอกจาก ชา หรือไวน์แดง ที่รู้กันดีว่ามีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ หรือสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคได้หลายโรค รวมถึงยังป้องกันผลกระทบจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือ "โกโก้" ที่มีคุณสมบัติมากกว่าเครื่องดื่มเสริมสุขภาพที่ว่ามาเสียอีก
นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาศึกษาพบว่า โกโก้ร้อน 1 ถ้วยนั้นอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ มากกว่าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเช่น ชา หรือ ไวน์แดง ทั้งนี้ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลการศึกษาหลายชิ้นได้เน้นถึงคุณสมบัติในการเสริมสร้างสุขภาพทีพบใน ชา ไวน์แดง และโกโก้ โดยมีงานวิจัยในจีน ตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วพบว่า คนที่ดื่มน้ำชาเป็นประจำนั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มกว่าครึ่งหนึ่ง
ปีที่แล้ว นักวิจัยในฝรั่งเศสรายงานว่า ดื่มไวน์แดงวันละแก้ว อาจช่วยลดโอกาสความเสี่ยงของโรคหัวใจ และในปี 1998 ได้มีการศึกษากับคนอเมริกันกว่า 8,000 คนพบว่าช็อกโกแลต ซึ่งผลิตมาจากโกโก้ นั้นอาจช่วยให้อายุยืนขึ้น เนื่องจากอุดมไปด้วย โพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยกวาดล้างของเสียที่ผลิตจากร่างกาย โดยของเสียเหล่านั้นมีส่วนทำลายเซลล์ และก่อให้เกิดมะเร็งได้
ในการศึกษาล่าสุดนี้ ดร. ชาง ยง ลี และคณะ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล ในนิวยอร์ก ได้ทำการทดสอบโดยวัดระดับสารต่อต้านอนุมูลอิสระใน ...
Full story
- Monday, April 6, 2009, 9:52
- สุขภาพน่ารู้
- 551 views
หากไม่อยากทุกข์ทรมาน จากการป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร ก็ต้องแก้ที่การรับประทานอาหารเช่นกัน ซึ่งอาหารที่เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับป้องกันโรคกระเพาะมีดังต่อไปนี้
คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน แหล่งอุดมของเส้นใย
คือคาร์โบไฮเดรตที่เกิดขึ้นเองจากการสะสมตามธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด หรือไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปใดเลย
คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรือคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการแปรรูปนี้ อุดมไปด้วยเส้นใย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อระบบย่อยอาหาร เพราะอาหารที่มีเส้นใยสูง ใช้เวลาในการย่อยในกระเพาะอาหารน้อยมาก (หากปรุงให้สุกและกินให้พอดี ถั่วและพืชชนิดต่างๆ จะใช้เวลาในการย่อยประมาณ 80-90 นาทีเท่านั้น) เมื่อเทียบกับอาหารประเภทอื่นๆ
ยิ่งกินอาหารที่เป็นกากใยในแต่ละวันมากขึ้น อาหารก็จะถูกย่อยเร็วมากขึ้นเท่านั้น เพราะเส้นใยที่รับประทานเข้าไป จะช่วยดูดซับน้ำเอาไว้ และกระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยในการดูดซึมของผนังกระเพาะอาหาร รักษาแผลในกระเพาะอาหารให้หายเร็วขึ้น ช่วยเพิ่มกากใยในกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ จึงทำให้การขับถ่ายดีขึ้น และนอกจากนั้น การรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมาก ยังทำให้เรารู้สึกอิ่มนาน ไม่หิวบ่อย และไม่ต้องกินจุบจิบตลอดเวลา ซึ่งทำให้กระเพาะอาหารได้พักการทำงาน
คารโบไฮเดรตเชิงซ้อน พบในข้าวกล้องทุกชนิด ข้าวสาลีแบบโฮลวีทหรือข้าวสาลีไม่ขัดขาว ข้าวไรย์ ข้าวโพด ข้าวบาร์เล ข้าวเจ้า ถั่วฝักอ่อน ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เมล็ดพืชชนิดต่างๆ เช่น ทานตะวัน เมล็ดฟักทอง งา และผักใบเขียว ซึ่งทั้งหมดนี้ สามารถกินเป็นอาหารหลักได้ และช่วยบำรุงกระเพาะอาหารของเราไปในคราวเดียวกัน
ไขมันไม่อิ่มตัว เพิ่มประสิทธิภาพกระเพาะอาหาร
ไขมันที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับคือ ไขมันไม่อิ่มตัว เพราะร่างกายของเราไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้ มักจะพบในธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวต่างๆ ถั่วฝักอ่อน เมล็ดพืช ถั่วเปลือกแข็งและน้ำมัน เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง ...
Full story
- Monday, April 6, 2009, 1:33
- เคล็ดลับสุขภาพดี
- 598 views
ใยลมหายใจจึงเหม็น
โดยทั่วไปกลิ่นปากเกิดจากการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือกินอาหารกลิ่นแรงอย่างกระเทียม หัวหอม เครื่องเทศกลิ่นแรงๆ หรือสะตอ ซึ่งเป็นกลิ่นปากแบบชั่วคราว และมักจะหายไปได้ด้วยการแปรงฟัน
แต่สำหรับ อาการลมหายใจเหม็น หรือ กลิ่นปาก (bad breath) มักมีสาเหตุมาจากการแพร่กระจายของแบคทีเรียในช่องปาก ยิ่งภายในปากแห้งมากเท่าไร แบคทีเรียก็ยิ่งเติบโตได้ดีมากเท่านั้น นอกจากนี้ การที่ปริมาณน้ำลายในปากลดลง อาจส่งผลให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน ทั้งนี้รวมถึงอายุที่มากขึ้น การหายใจทางปาก การลดน้ำหนัก (เมื่อคุณเคี้ยวอาหารน้อยลง ร่างกายก็ผลิตน้ำลายน้อยลง) การใช้ยาบางชนิด หลังตื่นนอนใหม่ๆ (กลิ่นปากในตอนเช้า เกิดจากร่างกายผลิตน้ำลายน้อยลงมาก ขณะที่เรานอนหลับ) ตลอดจนแบคทีเรียที่สะสมอยู่ตามลิ้น หรือมีเศษอาหารติดอยู่ตามซอกฟันหรือฟันปลอม โดยเฉพาะเมื่อมีคราบหินปูนหรือโพรงในฟัน
นอกจากนี้ อาจมีสาเหตุมาจากภาวะเรื้อรังจากโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเหงือกและฟัน ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ โรคเกี่ยวกับปอด ระบบย่อยอาหารไม่ปกติ ระบบขับถ่ายไม่ปกติ (ท้องผูก) เป็นต้น
กิน...ขจัดกลิ่นปาก
1. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม สะตอ ผักดอง หรืออาหารย่อยยาก รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ เป็นต้น
2. กินส้มทุกวัน เพราะพฤกษเคมีในผลไม้จำพวกส้ม จะช่วยรักษาสมดุลแบคทีเรียในลำไส้
3. กินอาหารที่มีเส้นใย ...
Full story